ปฏิวัติกรดในเลือด…กับอัลคาไลน์ วอเตอร์
Show all

“น้ำอัลคาไลน์”ช่วยปรับสมดุล

"น้ำอัลคาไลน์"ช่วยปรับสมดุล



เพราะน้ำเป็นองค์ประกอบหลักของร่างกาย เราจึงต้องดื่มน้ำให้เพียพอต่อความต้องการ โดยเฉลี่ยก็ 8 แก้วต่อวัน ขึ้นกับน้ำหนักตัว และปริมาณการเสียเหงื่อในแต่ละวัน
น้ำที่ดีคือน้ำสะอาดบริสุทธิ์ แต่ถ้าต้องการแร่ธาตุก็ควรดื่มน้ำอัลคาไลน์ เพราะน้ำอัลคาไลน์มีโมเลกุลขนาดเล็ก ทำให้สามารถละลายแร่ธาตุที่มีประโยชน์ออกจากอาหารได้ดีขึ้น และสามารถซึมเข้าสู่เซลล์ของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังการออกกำลังกายซึ่งจะช่วยเติมน้ำที่ขาดหายไปได้อย่างรวดเร็ว กำจัดความอ่อนเพลียเมื่อยล้า เพราะแร่ธาตุที่มีประโยชน์มากมาย เช่น แคลเซี่ยม แมกนีเซียม และโปตัสเซียม

นอกจากนี้ น้ำอัลคาไลน์ ยังมีส่วนสำคัญในการปรับสมดุล กรด-ด่าง ในร่างกาย อีกทั้งยังลดความเป็นกรดจากอาหาร และน้ำดื่มอื่นๆ ซึ่งน้ำอัลคาไลน์มีค่า ORP ลบสูง (OXIDATION REDUCTION POTENTIAL) ช่วยสร้างสมดุลในร่างกาย กำจัดของเสียประเภทกรดออกจากร่างกาย สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
ที่สำคัญยังมีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระ ที่เป็นสาเหตุของโรคหลายชนิด อาทิ. สภาวะกรดเป็นพิษในเลือด (Acidosis)
โรคกระดูกพรุน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ลดกรดในกระเพาะอาหาร ท้องอืด กรดไหลย้อน ชะลอความเสื่อม (Anti-aging) ลดไขมัน (คอเรสเตอรอล) ในเลือด ฯลฯ

หลังจากที่ลดน้ำหนักแล้วไขมันหายไปไหน แล้วหายไปได้ยังไง?
ลดน้ำหนักแล้วไขมันหายไปไหน แล้วหายไปได้ยังไง

เรื่องตลกเกี่ยวกับการลดน้ำหนักคือคนส่วนใหญ่ต้องการลดน้ำหนักแต่มักจะไม่ทันสังเกตเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว แม้ว่าคุณจะดูได้จากตัวเลขบนตาชั่งแต่มันก็ไม่สามารถสื่อเรื่องราวทั้งหมดได้ ไขมันในร่างกายโผล่มาจากไหนไม่มีใครรู้แต่ก็หายไปแบบไม่ทันรู้ตัวเช่นกัน แต่คำถามคือไขมันหายไปไหนหลังจากที่ลดน้ำหนักได้สำเร็จ? มันระเหยไปในอากาศเหรอ? หรือผสมมากับเหงื่อของเราหรือของเหลวอื่นๆในร่างกาย?

การศึกษาจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์หรือแม้แต่การสำรวจโดยกลุ่มแพทย์ นักกำหนดอาหาร และครูฝึกส่วนตัวรวม 150 คนก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าไขมันหายไปไหนหลังจากที่เราลดน้ำหนักได้สำเร็จ บางคนเชื่อว่าไขมันเปลี่ยนไปเป็นกล้ามเนื้อซึ่งเป็นไปไม่ได้ขณะที่บางคนสันนิษฐานว่ามันถูกขับออกไปทางลำไส้ใหญ่ เอาล่ะเรามาดูข้อเท็จจริงกันดีกว่า

“คำตอบที่ถูกต้องคือไขมันจะถูกเปลี่ยนเป็นคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ คุณจะหายใจเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาขณะที่น้ำจะปนอยู่ในระบบหมุนเวียนจนกว่าจะถูกขับออกมาในรูปของปัสสาวะหรือเหงื่อ หากไขมันหายไป 10 กก. ไขมัน 8.4 กก.จะออกมาทางปอด ส่วนที่เหลืออีก 1.6 กก. ก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำ
ง่ายๆคือน้ำหนักตัวที่ลดลงไปจะออกมาพร้อมกับลมหายใจเนื่องจากทุกสิ่งที่เรารับประทานเข้าไปจะกลับออกมาทางปอด คาร์โบไฮเดรตที่คุณรับประทานเข้าไปและไขมันเกือบทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนเป็นคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ แอลกอฮอล์กับโปรตีนก็เช่นกัน ยกเว้นเฉพาะส่วนเล็กๆที่เปลี่ยนเป็นยูเรียและของแข็งชนิดอื่นๆ ซึ่งจะถูกขับออกมาในรูปของปัสสาวะ”

ใช่..คุณอ่านไม่ผิดหรอก ไขมันส่วนใหญ่จะออกมาทางลมหายใจ บ้าบอใช่ไหมล่ะ?
งั้นต่อไปเราก็แค่หายใจเข้าออกให้มากขึ้นกว่าเดิมได้ใช่ไหม?

“ภาวะระบายลมหายใจเกินจะทำให้คุณรู้สึกวิงเวียนและอาจเป็นลมได้ ทางเดียวที่คุณจะสามารถเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้ก็คือการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อนั่นเอง”

อย่างไรก็ตามกลุ่มนักวิทยาศาสตร์สังเกตว่าการนอนหลับอย่างเพียงพอก็จะช่วยให้คุณสามารถลดปริมาณไขมันลงได้เนื่องจาก
“คุณจะหายใจเอาคาร์บอนไดออกไซด์ราว 200 กรัมออกขณะหลับทุกคืนและยังไม่รวมถึงการหายใจก่อนลุกออกจากเตียงอีก 1 ใน 4 ของเป้าหมายในแต่ละวัน”
ทั้งนี้พื้นฐานของการลดน้ำหนักก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง เพียงรับประทานอาหารให้น้อยกว่าปริมาณที่ต้องเผาผลาญและนอนหลับให้เพียงพอ รับรองว่าอีกไม่นานสุขภาพของคุณจะดีขึ้นทันตาเห็นเลยทีเดียว!

CR : http://issue247.com