8 สัญญาณเตือนว่าคุณกำลัง “ดื่มน้ำน้อยเกินไป”
ดื่มน้ำน้อยเกินไป ภัยร้ายใกล้ตัวที่คุณต้องรู้
Show all

เลือกดื่มน้ำถูกวิธี ดีต่อสุขภาพ

1.น้ำดื่มตามธรรมชาติ

น้ำดื่มตามธรรมชาติหรือที่เรียกว่าน้ำดิบ ซึ่งอยู่ทั่วไปตามแหล่งน้ำธรรมชาติ มีคุณสมบัติทางชีวภาพที่ทำให้เซลล์ในร่างกายแข็งแรง หากต้องซื้อน้ำดื่ม ควรเลือกชนิดที่ “ไม่ผ่านความร้อน” หรือ “น้ำดื่มธรรมชาติที่ไม่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อใดๆ” เพราะการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน หรือใส่สารฆ่าเชื้อ จะทำให้สูญเสียคุณประโยชน์นี้ไปโดยไม่จำเป็น

 

สำหรับเมืองไทย อาจไม่มีน้ำดื่มชนิดนี้วางจำหน่าย เพราะฉะนั้นให้เลือกดื่มน้ำบริสุทธิ์จากแหล่งอื่นแทน

 

2.น้ำด่าง

ปกติค่าความเป็นกรดด่าง หรือ pH ในร่างกายของคนมีสุขภาพดีจะอยู่ที่ 7.4 – 8.5 ซึ่งมีความเป็นด่างที่เหมาะสมกับร่างกายและอยู่ในระดับที่มาตรฐาน ดังนั้นการเลือกดื่มน้ำอัลคาไลน์ที่มีค่า pH เป็นด่าง (มากกว่า pH 7) ซึ่งสภาพความเป็นด่างนั้น มีส่วนในการช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ช่วยในการดูดซึมเข้าไปจับไขมันส่วนเกิน และพวกโลหะหนักในร่างกายได้ดีขึ้นและยังประกอบด้วยแร่ธาตุสารอาหารต่างๆ ที่ร่างกายต้องการมากมายจึงช่วยปรับสมดุล และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ

ปัจจุบันมีน้ำดื่มอัลคาไลน์ (น้ำด่าง) ซึ่งเป็นน้ำดื่มที่มีไอออนสูง น้ำเสนอผ่านสื่อทั่วไปว่ามีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการกรดเกินในกระเพาะอาหาร ท้องผูก เบาหวาน รูมาตอยด์ กระดูกพรุน ภูมิแพ้ผิวหนัง ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

แต่คุณสมบัติดังกล่าว ยังเป็นหัวข้อที่ถกเถียงกันอยู่ในหลายประเทศ อีกทั้งควรพิจารณาให้ละเอียดก่อนซื้อน้ำด่าง เพราะพบว่า มีหัวเชื้อน้ำด่าง ซึ่งมีค่า pH สูงเกินมาตรฐาน เทียบเท่ากับโซดาไฟ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้

 

3.ระดับความเป็นด่างที่เหมาะกับร่างกาย

จากแหล่งน้ำทั่วโลกทั้งหมดเป็นน้ำด่างที่มีแคลเซียมสูง แต่ไม่ได้เหมาะกับทุกคน เช่น ถ้าผู้ป่วยโรคไตดื่มน้ำด่างมากเกินไป อาจเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ หรือสำหรับคนทั่วไป หากดื่มในปริมาณมากอาจทำให้ท้องเสียได้ ส่วนเด็กๆ ก็ไม่ควรดื่มน้ำด่าง เพราะระบบทางเดินอาหารยังไม่สมบูรณ์

การดื่มน้ำด่างไม่เหมาะกับสภาพร่างกายที่เหนื่อยง่าย บวมน้ำ หรืออยู่ในระหว่างการรักษาโรคมะเร็ง เนื่องจากการดูดซึมแร่ธาตุจากน้ำด่างเข้าสู่ร่างกาย ต้องใช้พลังงานสูงกว่าปกติ จึงอาจทำให้รู้สึกเหนื่อยง่าย ฉะนั้น ก่อนตัดสินใจเลือกดื่มน้ำด่าง ควรพิจารณาค่า pH ให้เหมาะสมกับร่างกาย ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันดังต่อไปนี้

 

น้ำอ่อน (Soft Water)

คือน้ำที่ผ่านการกรองจนมีค่าความกระด้างต่ำกว่า 100 มิลลิกรัมต่อลิตร ดื่มง่าย ไม่มีรสชาติ เหมาะสำหรับดื่มก่อนนอน หรือเมื่อร่างกายอ่อนเพลีย สามารถนำไปปรุงอาหาร ชงชา หรือชงกับนมผงให้ทารกก็ได้ แต่มีแร่ธาตุน้อย จึงไม่มีผลเชิงสุขภาพนัก

 

น้ำกระด้าง (Hard Water)

คือน้ำที่มีค่าความกระด้างสูงกว่า 100 มิลลิกรัมต่อลิตร มีความขมและฝาด เพราะมีแมกนีเซียมปริมาณมาก มีแร่ธาตุสูง หากดื่มเป็นประจำจะช่วยฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวมได้ แต่หากได้รับแมกนีเซียมมากเกินไป อาจทำให้ท้องเสีย กระเพาะอาหารและลำไส้ผิดปกติได้

 

4.ดื่มน้ำให้ได้วันละ 1.5-2 ลิตร

ในร่างกายของผู้ใหญ่ประกอบด้วยน้ำราว 60 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ร่างกายเด็กมีน้ำถึง 80 เปอร์เซ็นต์ สมมติว่าผู้ใหญ่ 1 คนมีน้ำหนักตัว 70 กิโลกรัม จะมีส่วนผสมของน้ำอยู่ที่ 40 ลิตร และในหนึ่งวัน คนเราจะสูญเสียน้ำออกไปราว 2.5 ลิตร โดยผ่านการปัสสาวะและอุจจาระประมาณ 1.5 ลิตร ทางลมหายใจ 0.5 ลิตร และทางผิวหนัง 0.5 ลิตร

หากร่างกายขาดน้ำสัก 2 เปอร์เซ็นต์ก็จะเริ่มส่งสัญญาณเตือนผ่านความรู้สึกคอแห้งและกระหายน้ำ ปกติคนเราจะได้รับน้ำจากอาหารที่กินเข้าไปประมาณ 1 ลิตร และน้ำที่เกิดจากการเผาผลาญสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันอีก 0.5 ลิตร ส่วนที่เหลือจึงต้องมาจากการดื่มน้ำโดยตรง

ด้วยเหตุนี้จึงควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 1.5-2 ลิตร โดยดื่มครั้งละ 1 แก้ว และเริ่มจากการจิบทีละน้อยก่อนหากรู้สึกคอแห้งมาก เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับน้ำปริมาณมากในเวลารวดเร็วเกินไป